น้ำตกบรรลือโลก ไนแองการ่า
โตรอนโต
พักร้อนพักรัก
ปักกิ่งที่รัก
ขี้เกียจจังเลย
ไอ้เด็กเลว
Offload ซวยสุดๆๆๆ
ซิดนีย์..........ซี้สุดๆๆ
เจนีวา ที่รัก
วันหยุดสามวัน อะรัยจะโชคดีอย่างนั้น
ไคโร สักรอบ
งานนี้มีเละๆๆๆๆๆๆ
ซวย ซวย และ ซวย
Brussle ที่รัก
Holiday In Bahrain
ไปดูชุดเจ้าสาวที่ดูไบ
Venice มหานครบนผืนน้ำ (ภาคจบ)
Venice มหานครบนผืนน้ำ 2
Venice มหานครบนผืนน้ำ
The City of Fashion
Milan tonight
วันนี้หมอกจัด
Happy Valentine day!!!
อัมมานอีกแล้วครับท่าน
เดินทอดน่องรอบอาบู
หยุดอยู่บ้าน
วันเกิดเราเอง
Manchester to Abu dhabi!!
เช้าวันใหม่ที่แมนเชสเตอร์
แมนเชสเตอร์
ชิว ชิว หลังไฟล์ทไคโร
Cairo Flight...
Alia Hotel....โรงแรมทางผ่าน
AUH-DOH-AUH-AMM
ลองอ่านดู...ตลกดีเหมือนกัน
ลองอ่านดู...ตลกดีเหมือนกัน
มาแล้ววววววว
DAC - AUH
วอดก้าหนึ่งขวด



The City of Fashion

ในที่สุด  EY081 ได้แลนด์อย่างปลอดภัยที่สนามแห่งชาติมิลาน  อีคุณปลายใจสั่นระริกระรี้เพราว่ะาเป็นครั้งแรกของเธอ ที่มาเหยียบประเทศอิตาลีซึ่งขึ้นชื่อทางด้านประวัติศาสตร์อันยาวนาน เป็นศูนย์กลางของยุโรปเมื่อโรมันเรืองอำนาจ ก่อนที่ดิฉันจะเริ่มการเดินทาง ดิฉันขอเล่าประวัติโดยสังเขปเกี่ยวกับประเทศอิตาลีน่ะค่ะ

อิตาลี (Italy) หรือชื่อทางการคือ สาธารณรัฐอิตาลี (Italian Republic)    เป็นประเทศในยุโรปใต้   ประกอบด้วยคาบสมุทรที่มีรูปทรงคล้ายรองเท้าบู๊ต และอีก 2 เกาะใหญ่ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน คือ เกาะซิซิลี (Sicily) และ เกาะซาร์ดีเนีย (Sardinia) และมีพรมแดนตอนเหนือในเทือกเขาแอลป์ ร่วมกับประเทศฝรั่งเศส สวิตเซอร์แลนด์ ออสเตรีย และสโลวีเนีย เป็นประเทศสมาชิกก่อตั้งของสหภาพยุโรป และเป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติ นาโต และกลุ่มจี 8

 บริเวณที่เป็นอิตาลีในปัจจุบันมีการตั้งถิ่นฐานมาตั้งแต่ 800 ปีก่อนคริสตกาล และถูกรวมอยู่ในอาณาจักรโรมันตะวันตกในระหว่างศตวรรษที่ 1-5 จากนั้นกลายเป็นสมรภูมิหลายครั้งในความขัดแย้งอันยาวนานระหว่างสันตะปาปาที่กรุงโรม กับจักรพรรดิของอาณาจักรโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ (the Holy Roman Empire) ดินแดนภาคกลางและภาคเหนือของอิตาลีเริ่มรุ่งเรืองเป็นศูนย์กลางการค้าในศตวรรษที่ 11 และเสื่อมลงหลังศตวรรษที่ 16 แต่ในช่วงศตวรรษที่ 16-17

อิตาลีเข้าสู่ยุค Renaissance และได้เป็นแหล่งกำเนิดศิลปวิทยาการตลอดจน วรรณกรรมชิ้นเอกจำนวนมากที่เป็นพื้นฐานของอารยธรรมตะวันตกยุคต่อมา   อาทิ ผลงานของ Machiavelli, Boccaccio, Petrash, Tasso, Raphael, Botticelli, Michaelangelo และ Leonardo da Vinci ช่วงกลางศตวรรษที่ 19 เกิดขบวนการชาตินิยมที่นำไปสู่การรวม อิตาลีได้ทั้งหมด ในปี ค.ศ.1870 และจากนั้นมาจนปี ค.ศ. 1922 อิตาลีอยู่ภายใต้ระบบกษัตริย์ที่มีรัฐสภาและการเลือกตั้งแบบจำกัด

The City of FashionThe City of Fashion

ในช่วงต้นของสงครามโลกครั้งที่
1 อิตาลีเป็นพันธมิตรกับเยอรมนีและออสเตรีย-ฮังการี แต่กลับมาเข้าข้างฝ่ายสัมพันธมิตรในช่วงเกือบสิ้นสุดสงครามในปี ค.ศ. 1915 จึงได้รับดินแดนบางส่วนของออสเตรียมาอยู่ใต้อิตาลี ในปี    ค.ศ. 1922 Benito Mussolini ขึ้นมามีอำนาจกว่า 2 ทศวรรษต่อมา อิตาลีตกอยู่ใต้ระบอบ Fascism ซึ่งเรียกกันว่า “Corporate State” โดยยังมีกษัตริย์เป็นประมุขแห่งรัฐเพียงในนาม
ในสงครามโลกครั้งที่ 2 อิตาลีเข้าข้างฝ่ายอักษะ
แต่หลังจากฝ่ายสัมพันธมิตรยึดเกาะซิซิลีได้ในปี ค.ศ. 1943 มุสโสลินีถูกกษัตริย์ปลดจากตำแหน่ง นายพล Pietro Badaglio ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีแทน และอิตาลีหันไปประกาศสงครามกับเยอรมนี

 หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ระบบกษัตริย์ถูกล้มเลิก และอิตาลีเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นสาธารณรัฐในระบอบ
ประชาธิปไตยตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน ค.ศ. 1946 แลประกาศ
ใช้รัฐธรรมนูญฉบับแรกเมื่อวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 1948 ซึ่งยังใช้มาจนปัจจุบัน

ปัจจุบันเมืองมิลานเป็นศูนย์กลางแห่งเมืองแฟชั่นด้วย  เหมือนคำกล่าวว่า

อิตาลีเป็นขึ้นชื่อเรื่องแฟชั่น

ฝรั่งเศสขึ้นชื่อเรื่องน้ำหอม

สวิสเซอร์แลนด์ขึ้นชื่อเรื่องนาฟิกา

เหมือนคำกล่าวด้านต้นค่ะ เมื่อดิฉันย่างก้าวสู่ออกจากประตูเครื่อง ดิฉันตัวสั่นเหมือลูกนก ประเทศอะรัยว่ะ หนาวฉิบเป๋ง เมื่อเดินออกจากสนามบินไปยังรถบัส ดิฉันไม่สามารถเก็บอาการอยู่ได้ค่ะ  ตรูเริ่มบ่นอีกแล้ว “ ทำไมหนาวขนาดนี้ ทำไมรถบัสมันไกลจัง ทำไมกระเป๋าตรูหนัก” (ไม่หนักได้งัย   เพราะว่าปลายได้ขนน้ำมาสองขวดและเสื้อผ้าสำหรับอากาศหนาวหลายตัว)  จากสนามบินเข้าไปในตัวเมืองใช้เวลาประมาณ 45 นาที ค่ะ ระยะช่วงเวลานั้นดิฉันมองอะรัยไม่เห็นเลยเพราะว่าหมอกจัดมากมาก ไม่มากได้งัยเพราะว่ามันประมาณ 7 โมงเช้า  อดถ่ายรูปแต่ไม่เป็นรัย เดี๋ยวดิฉันค่อยถ่าย   ของดีมีอีกเยอะ  ^^

เมื่อมาถึงโรงแรม Milan Marriot ลูกเรือทั้งหมดต่างกรูเข้าไปในล็อบบี้เพราะว่าอากาศข้างนอกหนาวมากมาก มาถึงโรงแรมประมาณ 8 โมงเช้า รอห้องประมาณ  30 นาทีค่ะ อ้าวแล้วตรูจะตื่นไหวมั้ยเนี่ยะ เพราะว่าดิฉันนัดเพื่อนประมาณ 11 โมงครึ่งค่ะ เมื่อมาถึงห้อง ดิฉันได้อาบน้ำและนอนเลยค่ะ มันมีเวลาแค่ 2 ชม แต่มันนอนไม่หลับ  ดิฉันหลับไปเกือบ 1  ชม. ครึ่งงค่ะ ตื่น    ประมาณ สิบเอ็ดโมงแล้วเริ่มแต่งตัวค่ะ  เหอๆๆๆ แต่งซะสวยเชียว เมื่อลงไปข้างล่างดิฉันเห็นคุณเพื่อนรออยู่ข้างล่างแล้วคะ    ดิฉันคุยกันทางเน็ตกับเพื่อนคนนี้ค่ะ เค้าชื่อ Cicci อาชีพเค้าทำเกี่ยวกับการถ่ายแบบ นักเขียนและวงการแฟชั่นค่ะ  Cicci มีแฟนเคยเป็นอดีตนางแบบ  ตอนนี้เธอได้ทำงานและเปิดบริษัทด้วยกันค่ะ  เมื่อมีงาน Fashion week in Milan แฟน Cicci ได้ไปร่วมงานและแต่ Cicci ไม่ไปเพราะว่าเค้าไม่ค่อยชอบคนเยอะในงาน fashion week

ดิฉันแอบดีใจเพราะว่าได้เค้าเป็นคนอธิบายและเป็นไกด์ไปในตัว เราคุยกันหลายเรื่องค่ะ คุยไป เดินไป  พวกเราเดินไปที่สถานีรถไฟประมาณ 10 นาที ก่อนที่จะไปสถานีรถไฟ เค้าได้พาดิฉันไปดื่มกาแฟ และบอกว่าร้านกาแฟแห่งนี้ มีชื่อเสียงมากในมิลาน  แหม.....ดิฉันเลย ดื่ม คาปูชิโนซะเลย  เหอๆ มาอิตาลีทั้งทีต้องดื่มกันหน่อย

ร้านกาแฟมันอยู่ติดกับทางเข้าสถานีรถไฟด้วยเหอะ อะรัยจะขนาดนั้น พวกเรานั่งรถไฟไป Duomo ใช้เวลาประมาณ 10 นาทีได้ค่ะ แต่ดิฉันบอกเพื่อนว่า อยากลงก่อนหนึ่งสถานีเพราะว่าต้องการเดินดูบรรยากาศรอบๆๆด้วย    กลิ่นไอโรมันได้เข้ามาในความรู้สึกของดิฉันเลยค่ะ เหมือนกับว่าดิฉันได้เข้าสู่ในห่วงเวลาในช่วงรุ่งเรืองของอิตาลี  แหม โรแมนติคเชียวน่ะปลาย พูดเหมือนดิฉันย้อนผ่านเวลาในช่วงนั้น  เดินได้สักพักดิฉันได้เห็น Duomo ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้าดิฉัน เห็นแล้วอยากจะกรี๊ดเพราะว่า สถานที่แห่งนี้มีประวัติอันยาวนาน

ไปดูรูปกันเลยค่ะ

The City of FashionThe City of Fashion

เพื่อนดิฉันน่ารักมากมากค่ะ เค้าพาดิฉันเดินซะเหนื่อยเลย แถมเค้ายังอธิบายเกี่ยวกับมิลานให้ดิฉันฟังด้วย  เค้าได้พาดิฉันเดินเข้าโบสถ์โดโม่ที่เป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวทั่วโลกค่ะ  แหมดิฉันเข้าไปข้างในและไม่อยากเชื่อเลยว่า มนุษย์มันสร้างได้งัยว่ะ เพราะว่ามันใหญ่มากมากเลยค่ะ ข้างในโบสถ์ดูสงบและเงียบค่ะ ดิฉันเดินดูไปรอบๆโบสถ์แล้ว หลังจากนั้นเดินออกมา สักพักเพื่อนดิฉันได้พาดิฉันเดินไปยัง Galleria Vittorio Emanuele ll สถานที่แห่งนี้แหละค่ะที่นักช้อปปิ้งต่างพาเงินมาใช้จ่าย เหอๆๆๆ ของแบรนแนมทั้งนั้น ขอบอกว่าแพงน่ะค่ะ มีหมดเลยค่ะ ว่าคุณจะเอายี่ห้อไหน มีให้เลือกทุกรุ่น  ไม่เชื่อก็ไปดูแล้วกัน เหอๆๆ แต่ดิฉันไม่ซื้อหรอกค่ะเพราะว่าไม่มีเงิน แค่เดินถ่ายรูป กินลม ดิฉันดีใจเหลือหลายแล้ว

หลังจากนั้นเมื่อเดินเสร็จ ดิฉันบอกเพื่อนว่าฉันหิวแล้วน่ะ กลับเหอะ เพราะว่าเราทั้งคู่เหนื่อยมากมาก เดินประมาณ สาม ชั่วโมงได้ค่ะ หลังจากนั้นเรานั่งรถไฟใต้ดินกลับแล้วเพื่อนดิฉันได้พาไปกินสปาเก็ตตี้ซีฟู้ด ไม่อยากบอกว่า หร่อยมากมากเลย โอ้ยตรูอยากกินอีกอ่ะ หลังจากนั้นเพื่อนดิฉันได้ให้ตั๋วสำหรับ Fashion week มาสี่ใบค่ะ ดิฉันบอกเค้าว่าเพื่อนชาวเกาหลีอยากดูโชว์ แต่ดิฉันไม่รู้หรอกว่าเค้าเอามาให้จริง แต่ปัญหาอยู่ที่ว่า เพื่อนดิฉันมันไม่ได้อยู่ที่โรงแรม มันไปไหนก้อไม่รู้ค่ะ  สรุปแล้ว ตรูอดไปดูแฟชั่นอ่ะ  เสียใจสุดๆ  หลังจากนั้นเพื่อนดิฉันได้พาดิฉันไปซื้อตัวค่ะ เพราะว่า วันพรุ่งนี้ดิฉันจะไปเวนิซค่ะ  ทริปวันนี้ประทับใจมากมากและเพื่อนดิฉันน่ารักมากมากเลยค่ะ  เมื่อกลับโรงแรมไม่อยากบอกว่า นอนตั้งแต่สองทุ่มค่ะ แต่นอนไม่หลับเพราะว่า หวัดเจ้ากรรมล่นงานดิฉันค่ะ  มันแน่นจมูกหายใจไม่ออกและมีน้ำมูก ตรูจะรอดถึงวันพรุ่งนี้เปล่าว่ะ ไม่ไหวแล้ว นอนก่อนแล้วกัน เหนื่อยมากมาก

ดูรูปส่งท้ายสำหรับวันนี้น่ะค่ะ(^__^)

 

The City of FashionThe City of Fashion

     Share

<< Milan tonightVenice มหานครบนผืนน้ำ >>

Posted on Mon 25 Feb 2008 22:30


 
อยากไปเที่ยวมั่งจังงงงงงงง
panka   
Fri 29 Feb 2008 19:57 [3]
 

เอามาทำไมให้หนักกระเป๋า เหอๆๆๆ ฮ่าฮ่า
Plai   
Tue 26 Feb 2008 19:15 [2]

แหม เห็นแล้วอยากไป อิตาลี บ้างอ่ะ อิจฉา ไม่เห็นเอาหนุ่มอิตาลี มาฝากบ้างเลย
sarifah   
Tue 26 Feb 2008 0:15 [1]
 


 

Name :
Email :
URL :
Comment :
กรอกข้อมูลก่อนส่ง CAPTCHA Image
Refresh